แบบทดสอบบทที่8
ระบบสารสนเทศเพื่อการวางแผนทางการบริหาร
วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2562
แบบฝึกหัดบทที่8
แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 8
1.ถ้านักศึกษาเป็นผู้บริหารในองค์กร
จะใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเป็นประโยชน์ในการแข่งขันด้านการตลาดของตนอย่างไร
และมีข้อสังเกตอย่างไรกับการทำธุรกิจในปัจจุบัน
ตอบ ระบบสารสนเทศสำหรับการส่งเสริมการขาย เป็น
ระบบที่ให้ความสำคัญกับแผนงานทางด้านการโฆษณาและส่งเสริมการขาย
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขาย เพิ่มยอดขายสินค้า
และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้สูงขึ้น
สารสนเทศที่เป็นที่ต้องการคือยอดขายของสินค้าทุกชนิดในบริษัท
เพื่อให้รู้ว่าสินค้าใดต้องการแผนการส่งเสริมการขาย
และสารสนเทศที่เกี่ยวกับผลกำไรหรือขาดทุนของสินค้าแต่ละชนิด
เพื่อให้ความสำคัญกับสินค้าตัวที่ทำกำไร
2.กลยุทธ์บทบาทของระบบสารสนเทศอะไร
ที่จะนำมาช่วยกระบวนการปรับรื้อระบบ และการจัดการคุณภาพ
ตอบ กลยุทธ์ด้านความรวดเร็ว
ความสามารถในการประมวลผลข้อมูล และการเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์
3.จงยกตัวอย่าง
บริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการใช้กระบวนการปรับรื้อทางธุรกิจ
ตอบ บริษัท บาธรูม ดีไซน์ จำกัด
ป็นบริษัทขนาดเล็กที่ดำเนินธุรกิจโดยเริ่มต้นจากการนำเข้าสินค้าต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย
ต่อมาปี ๒๕๔๐ เกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทย บริษัทฯ
ประสบปัญหาหนี้สินเพิ่มขึ้น ๑ เท่าตัว ในระยะเวลาอันสั้น
รวมถึงกำลังซื้อในประเทศชะลอตัวลง ทำให้ยอดขายของบริษัทฯลดลงอย่างต่อเนื่อง
บริษัทฯ จึงได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในกิจการของตนเอง
จึงทำให้บริษัท บาธรูมดีไซน์ จำกัด
สามารถผ่านวิกฤตการณ์มาได้และประสบความสำเร็จในปัจจุบัน
4.จงยกตัวอย่างความสำเร็จของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
ตอบ บริษัท DEC
ปัจจุเป็นบริษัทลูกที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตในปริมาณที่มาก
รวมการรับส่งไปรษณ์อิเล็กทรอนิกส์วันละหลายพันข้อความและเสนอข้อความทางสื่อประสมกับข้อมูลของผลิตภัณฑ์บนแม่ข่ายเว็บ
เป็นต้น สิ่งนี้เป็นผลให้บริษัทขายคอมพิวเตอร์ Alpha ได้มากกว่า
5 ล้านเหรียญสหรัฐ
5.จงยกตัวอย่างความล้มเหลวของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
ตอบ บริษัท Chase
Manhattan สูญเสียผลกำไรและส่วนแบ่งทางการตลาดหหลังจากความเพียรพยายามที่จะใช้ประโยชน์
IT ในเชิงกลยุทธิ์ทางเทคโนโลยี
6.จงอธิบายถึงประโยชน์ของบริษัทเสมือน
ตอบ ประโยชน์ของบริษัทเสมือนจริง
ได้แก่
1. องค์การ
2. ผลผลิต
3. คนทำงาน
4. ระยะทาง
5. สถานที่ตั้ง
องค์กรจะเป็นที่รู้จักปรับตัว
และรู้จักฉวยโอกาส สามารถสร้างสินค้าที่ตอบสนองลูกค้าได้อย่างตรงไปตรงมาและเป็นที่ยอมรับเชื่อถือในเชิงธุรกิจด้วยกันทั้งสองฝ่าย
7.เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเป็นกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ
ซึ่งสามารถประสานงานระหว่างลูกค้า ร้านค้า และอื่นๆ ได้อย่างไร
ตอบ
ระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นใช้งานด้านการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
ทั้งในส่วนการขายสินค้า การบริการหลังการขาย
ตลอดจนประวัติการติดต่อกับลูกค้า
และมุ่งหวังที่จะใช้ระบบข้อมูลเพื่อสนับสนุนงานบริการให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุด
และกลับมาซื้อซ้ำในอนาคต เพื่อสร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นแก่ธุรกิจ ในบางครั้งอาจมีการใช้งานร่วมกันของโปรแกรมจัดการลูกค้าสัมพันธ์
และโปรแกรมวางแผนทรัพยากรองค์กร
เพื่อเสริมประสิทธิภาพของการจัดการงานด้านการพบปะลูกค้า
ซึ่งประสบผลสำเร็จและสามารถเพิ่มรายได้ให้ธุรกิจมหาศาล
อีกทั้งยังมีการใช้ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์บนอินเทอร์เน็ต
ซึ่งเพิ่มขีดความสามารถด้านการเก็บรวบรวมข้อมูลลูกค้า ประวัติการติดต่อลูกค้า
การแนะนำสินค้าใหม่ต่อลูกค้า
รวมทั้งด้านการขายผลิตภัณฑ์ผ่านเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต เช่น
ในธุรกิจสายการบินนิยมใช้ระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์บนอินเทอร์เน็ต
เพื่อแจ้งข้อมูลการเปลี่ยนเที่ยวบินแก่ลูกค้า และให้บริการลูกค้าด้านการตรวจสอบเที่ยวบิน
ทั้งนี้ต้นทุนการพัฒนาและบำรุงรักษาระบบจัดการลูกค้าสัมพันธ์จะสูงม
บทที่8 กรณีศึกษา
กรณีศึกษา Ford Motor Company: การใช้อินทราเน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ต เพื่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน
ตอบคำถามจากกรณีศึกษา
1. อินทราเน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ต ช่วย Ford
ในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการการทำงานทางธุรกิจได้อย่างไร
ตอบ คือช่วยให้ประหยัดเงินได้มากมาย
ช่วยให้ Ford เปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจ
จาก ผลิตและขาย หันมาเป็นกลยุทธ์ที่ยืดหยุ่นแบบ ผลิตตามความต้องการ
2.
ผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานของ Ford
ก่อให้เกิดอะไรบ้าง
ตอบ
การส่งรถยนต์จากโรงงานไปสู่ตัวแทนตำหน่ายจะใช้เวลาเพียง 15วัน
คือผลิตยานยนต์ให้ได้ตามความต้องการ
ทำให้ประหยัดเงินได้หลายล้านเหรียญสหรัฐในสภาพคลังสินค้าและค่าใช้จ่ายปัจจุบัน
3.ผลกำไรที่ Ford
หวังว่าจะได้รับจากการใช้อินเทราเน็ต
เพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมในขั้นตอนการซื้อคืออะไร
ตอบ ตัวแทนจำหน่ายจะสามารถให้ลูกค้าสั่งซื้อและจัดส่งรถได้ทุกประเภท
พนักงานขายสามารถนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์กับลูกค้าและให้ลูกค้าระบุอุปกรณ์ที่ต้องการ
ดูรูปประกอบบนจอคอมพิวเตอร์ที่แสดงผลด้วยความละเอียดระดับสูง
สั่งซื้อรถและสามารถรับทราบวันที่แน่นอนในการจัดส่ง
แหล่งที่มา http://soawapa-soawapa.blogspot.com
สรุปบทที่8 ระบบสารสนเทศสำหรับความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
สรุปบทที่ 8
ระบบสารสนเทศสำหรับความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์
แนวคิดกลยุทธ์ทางการแข่งขัน
เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
บริการ
และความสามารถที่ทำให้เกิดความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์แก่บริษัทท่ามกลางแรงกดดันทางการแข่งขันที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ทุกวันในตลาดการค้าโลก
เป็นระบบที่ช่วยเหลือหรือกำหนดตำแหน่งการแข่งขันในตลาดและกำหนดกลยุทธ์ของกิจการ
การสร้างกลยุทธ์การแข่งขันพื้นฐาน 5 อย่าง
1. กลยุทธ์การเป็นผู้นำด้านราคา
2.กลยุทธ์ความแตกต่าง
3.กลยุทธ์นวัตกรรม
4.กลยุทธ์ความเจริญเติบโต
5.กลยุทธ์สร้างพันธมิตร
บทบาททางกลยุทธ์สำหรับระบบสารสนเทศ
- การปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ
บทบาทที่ก่อให้เกิดการพัฒนาที่สำคัญในขั้นตอนต่างๆ
ในการดำเนินธุรกิจของบริษัท
การลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถช่วยให้ขั้นตอนในการปฏิบัติงานภายในมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สามารถทำให้บริษัทลดต้นทุน
ปรับปรุงคุณภาพและการให้บริการแก่ลูกค้าและสามารถพัฒนาคิดค้นผลิตภัณฑ์สำหรับการเปิดตลาดใหม่อีกด้วย
- การส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ
สามารถให้ผลดีในการพัฒนาสินค้าและบริการหรือขั้นตอนการทำงานที่มีเอกภาพ
-การควบคุมลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า
ทำให้ธุรกิจสามารถควบคุมสินค้าและผู้จัดหาสินค้า ให้มาทำธุรกิจด้วยกัน
-การสร้างกลไกต้นทุนการเปลี่ยนแปลง
การหาหนทางสร้างกลไกต้นทุนการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้าและผู้จัดหาสินค้า
-การเพิ่มอุปสรรคของการเข้าสู่วงการ
โดยการลงทุนในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อปรับปรุงการทำงานหรือส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ
ทำให้บริษัทอื่นเกิดความท้อถอยหรือเกิดความล่าช้าที่จะเข้ามาเป็นคู่แข่งในวงการ
-การยกระดับฐานงานเทคโนโลยีสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
ทำให้บริษัทมีโอกาสได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ของการปฏิบัติงาน
-การพัฒนาฐานข้อมูลทางด้านกลยุทธ์
เป็นข้อมูลที่จะช่วยสนับสนุนกลยุทธ์การแข่งของบริษัท
จะเสริมการทำงานและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของบริษัท
การทำลายอุปสรรคทางธุรกิจ
-การทำลายอุปสรรคทางด้านเวลา
การทำให้ระยะเวลาการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าสั้นลงและลดการลงทุนด้านการเก็บกักสินค้าให้เหลือน้อยที่สุด
-การทำลายอุปสรรคทางด้านภูมิศาสตร์
การทำธุรกิจในตลาดทางด้านท้องถิ่น ระดับชาติ หรือระดับโลก ทำลายระยะทางที่กีดขวางการควบคุมการบริหารงาน
-การทำลายอุปสรรคทางด้านต้นทุน
ประหยัดค่าแรงงาน ลดขนาดของคลังสินค้า ลดจำนวนศูนย์ขนส่งสินค้า
และลดต้นทุนการตัดต่อสื่อสาร
-การทำลายอุปสรรคทางด้านโครงสร้าง
อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซ์ทราเน็ต และเครือข่ายการสื่อสารระยะไกลอื่นๆ
สามารถส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงในบริการการส่งสินค้า
เพิ่มขอบข่ายและแทรกซึมเข้าสู่ตลาด
การประยุกต์ใช้เชิงกลยุทธ์และประเด็นที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
การที่องค์กรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี
บริษัทอาจใช้ระบบสารสนเทศในเชิงกลยุทธ์ ในเชิงป้องกันหรือในเชิงควบคุม
เพื่อความได้เปรียบทางการแข่งขัน
กระบวนการทางธุรกิจในการจัดระบบใหม่
เป็นการปรับรื้อกระบวนการทางธุรกิจซึ่งเป็นเรื่องที่มากกว่าการทำให้กระบวนการธุรกิจเป็นไปอย่างอัตโนมัติเพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาด้านประสิทธิภาพของการดำเนินธุรกิจ
เหมือนกับการคิดทบทวนใหม่ตั้งแต่เริ่มแรกและออกแบบกระบวนการทางธุรกิจใหม่ทั้งหมด
บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศ
มีบทบาทสำคัญในการปรับรื้อกระบวนการทางธุรกิจ
ซึ่งส่วนใหญ่
ความรวดเร็วความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและการเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์
สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของขั้นตอนทางธุรกิจได้เป็นอย่างมาก
การปรับปรุงคุณภาพของธุรกิจ
วิธีการเปลี่ยนแปลงการทำงาน
รวมทั้งการปรับรื้อระบบ
การปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่องและเทคนิคการปรับโครงสร้างต่างๆ
บางบริษัทได้รวมวิธีการต่างๆเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งวิธี
การบริหารคุณภาพโดยรวม
เป็นมากกว่าวิธีการเชิงกลยุทธ์สำหรับการปรับปรุงธุรกิจ
คุณภาพจะเป็นสิ่งที่ถูกเน้นหนักจากมุมมองของลูกค้ามากกว่าตัวผู้ผลิตเอง ดังนั้น
คุณภาพจำเป็นต้องตรงตามความต้องการหรือมากกว่าความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าผู้บริโภคสินค้าและบริการนั้นๆ
ก้าวขึ้นเป็นคู่แข่งที่ฉับไว
ความว่องไวคล่องตัวหรือฉับไวในสภาวการณ์ที่มีการแข่งขันกันสูงนั้น
เป็นความสามารถทางธุรกิจที่จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยดี
สามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดด้วยสินค้าและบริการที่มีคุณภาพสูงมีผลผลิตที่ดีและเหมาะกับที่ลูกค้าต้องการ
การสร้างบริษัทเสมือน
สามารถทำให้ผู้บริหาร วิศวกร นักวิจัย
และพนักงานในสาขาอื่นๆ จากทั่วโลกประสานงานร่วมมือกัน
เพื่อผลิตคิดค้นสินค้าและบริการใหม่ๆ โดยไม่ต้องมาพบปะพูดคุยกันตัวต่อตัว
กลยุทธ์ของบริษัทเสมือน
-
ใช้โครงสร้างพื้นฐานและความเสี่ยงร่วมกัน
- เชื่อมโยงความสามารถหลักเข้าด้วยกัน
- ลดเวลา ด้วยการใช้ประโยชน์ร่วมกัน
-
เพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและการครอบคลุมทางตลาด
- เข้าถึงตลาดใหม่
และแบ่งตลาดหรือลูกค้าให้กัน
-
เปลี่ยนจากการขายสินค้ามาเป็นขายวิธีการแก้ปัญหา
การสร้างบริษัทที่สร้างสรรค์ความรู้
คือ
บริษัทที่สร้างความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอและแพร่กระจายความรู้นั้นออกไปให้ทั่วในองค์กรรวมทั้งรีบปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้ได้
ระบบการบริหารความรู้
การบริหารความรู้
จึงได้กลายมาเป็นหนึ่งในการใช้ประโยชน์เชิงกลยุทธ์ทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่สำคัญ
เพื่อให้เรียนรู้การบริหารองค์กรและเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจ เป้าหมายคือ
ช่วยให้พนักงานที่มีความรู้ได้สร้างจัดระบบและกระจายความรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับธุรกิจ
การใช้อินเทอร์เน็ตอย่างมีกลยุทธ์
-
การปรับปรุงด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ
-
การปรับปรุงผลการทำงานในด้านความมีประสิทธิผลทางธุรกิจ
-
การเข้าสู่ตลาดในระดับโลก
-
การเปลี่ยนแปลงสินค้าและบริการ
ลูกโซ่การเพิ่มมูลค่าของอินเทอร์เน็ต
สามารถช่วยให้บริษัทประเมินการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในเชิงกลยุทธ์ได้และยังสามารถถูกใช้สำหรับจัดวางตำแหน่งของระบบงานที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นฐานของบริษัทได้เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วย
ความท้าทายของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
การใช้ประโยชน์เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้ผู้จัดการมองระบบสารสนเทศในแนวใหม่
ระบบสารสนเทศมิใช่เป็นเพียงความจำเป็นทางด้านการปฏิบัติงาน
และยังเป็นผู้ช่วยที่มีประโยชน์ในการจัดหาข้อมูลและเครื่องมือในการตัดสินใจของระดับบริหารอีกด้วย
ความสำเร็จในเชิงกลยุทธ์ที่ยั่งยืน
1. สภาพแวดล้อม
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพแวดล้อม คือโครงสร้างของอุตสาหกรรม
2.ปัจจัยพื้นฐาน
ตำแหน่งเฉพาะในวงการอุตสาหกรรม โครงสร้างองค์กร พันธมิตร สินทรัพย์
ทรัพยากรทางเทคโนโลยีและทรัพยากรความรู้
3.การทำการบริหารและกลยุทธ์
การพัฒนาและริเริ่มให้เกิดการกระทำและกลยุทธ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จ
แหล่งที่มา http://soawapa-soawapa.blogspot.com
แบบฝึกหัดบทที่ 7 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
แบบฝึกหัดบทที่ 7 ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
1.จงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการและการตัดสินใจ
ตอบ
หน้าที่หลักของการจัดการ คือ การวางแผน การจัดองค์การ การประสานงาน
การตัดสินใจ และการควบคุมส่วนการตัดสินใจนั้นคือผู้บริหารจะต้องตัดสินใจด้วยความถูกต้องแม่นยำ
และเหมาะสม ซึ่งการตัดสินใจของผู้จัดการอาจเป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับ
ตัดสินใจเพื่อการแข่งขัน ซึ่งต้องอาศัยความรวดเร็วเพื่อให้ทันต่อเหตุการณ์
และไม่ว่าผลของการตัดสินใจนั้นจะเป็นเช่นไร ผู้จัดการจะต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตนเองเสมอ
2. เราสามารถจำแนกการตัดสินใจภายในองค์การออกเป็นกี่ระดับ
อะไรบ้าง
ตอบ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ
คือ
1. การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
(Strategic Decision Making) เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง
ที่จะกำหนดวิสัยทัศน์ กำหนดนโยบาย วางแผนระยะยาวขององค์การให้บรรลุวัตถุประสงค์
2. การตัดสินใจเชิงยุทธวิธี
(Tactical Decision Making) เป็น
การตัดสินใจของผู้บริหารระดับกลาง เช่น
การจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นให้บรรลุวัตถุประสงค์ จัดสรรงบประมาณ กำหนดการผลิต
ยุทธวิธีทางการตลาด วางแผนงบประมาณ เป็นต้น
3.การตัดสินใจเชิงปฏิบัติการ
(Operation Decision Making) เป็น
การตัดสินใจของผู้บริหารระดับปฏิบัติการเช่น การควบคุมสินค้าคงคลัง
การตัดสินใจในกระบวนการในการสั่งซื้อ สามารถกำหนดไว้ล่วงหน้า
และตัดสินใจได้โดยอัตโนมัติ
3. เราสามารถแบ่งกระบวนการตัดสินใจออกเป็นกี่ขั้นตอน
อะไรบ้าง
ตอบ
กระบวนการตัดสินใจ ออกเป็น 5 ขั้นตอน
1. การใช้ความคิดประกอบเหตุผล
2. การออกแบบเป็นขั้นตอนในการพัฒนาวิเคราะห์ทางเลือกในการปฏิบัติที่เป็นไปได้
3. การคัดเลือกเป็นขั้นตอนที่ผู้ตัดสินใจจะเลือกแนวทางเลือกที่เหมาะสมกับปัญหาและสถานการณ์
4. การนำไปใช้เป็นขั้นตอนที่นำผลการตัดสินใจแล้ว
นำไปปฏิบัติและติดตามผลของการปฏิบัติว่ามีประสิทธิภาพหรือมีข้อขัดข้อง
ประการใดและจะต้องนำไปปรับปรุงแก้ไข
5. การตรวจสอบประสิทธิภาพในการตัดสินใจ
4. การตัดสินใจมีกี่ประเภท
อะไรบ้าง
ตอบ การตัดสินใจมี 3
ประเภท ได้แก่
1.การตัดสินใจแบบโครงสร้าง (Structured Decision) เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
จึงมีมาตรฐานในการตัดสินใจเพื่อแก้ปัญหาอยู่แล้ว
โดยวิธีการในการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดจะถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน
ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เช่น การหาระดับสินค้าคงคลังที่เหมาะสม
2.การตัดสินใจแบบไม่เป็นโครงสร้าง (Unstructured Decision) เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาซึ่งมีรูปแบบไม่ชัดเจนหรือมีความซับซ้อน
จึงไม่มีแนวทางในการแก้ปัญหาแน่นอน
เป็นปัญหาที่ไม่มีการระบุวิธีแก้ไว้อย่างชัดเจนว่าต้องทำอะไรบ้าง
การตัดสินใจกับปัญหาลักษณะนี้ จะไม่มีเครื่องมืออะไรมาช่วย
มักเป็นปัญหาของผู้บริหารระดับสูง ต้องใช้สัญชาตญาณ ประสบการณ์
และความรู้ของผู้บริหารในการตัดสินใจ
3.การตัดสินใจแบบกึ่งโครงสร้าง (Semistructured Decision) เป็นการตัดสินใจแบผสมระหว่างแบบโครงสร้างและแบบไม่เป็นโครงสร้าง
คือบางส่วนสามารถตัดสินใจแบบโครงสร้างได้ แต่บางส่วนไม่สามารถทำได้
โดยปัญหาแบบกึ่งโครงสร้างนี้
จะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบมาตรฐานและการพิจารณาโดยมนุษย์รวมเข้าไว้ด้วยกัน
คือมีลักษณะเป็นกึ่งโครงสร้าง แต่มีความซับซ้อนมากขึ้น ขั้นตอนจึงไม่ชัดเจนว่า
จะมีขั้นตอนอย่างไร ปัญหาบางส่วนเขียนเป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ได้
แต่ปัญหาบางส่วนไม่สามารถเขียนออกมาในรูปของแบบจำลองได้
5. การตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน
และการตัดสินใจแบบไม่มีโครงสร้าง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
ตอบ กำหนดรูปแบบในการแก้ไขปัญหาได้อย่างชัดเจน
และแน่นอน เพราะส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ (Routine)
อาจใช้แบบจำลอง (Model) ทางคณิตศาสตร์คำนวณหาผลลัพธ์
ปัญหาประเภทนี้มักจะมีข้อมูลและข่าวสารประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วน
บทที่7 กรณีศึกษา
กรณีศึกษา
ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ
ระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ
ระบบสารสนเทศแบบ DSS
เป็นระบบสารสนเทศที่ช่วยในการตัดสินใจ ซึ่งมีลักษณะมีโครงสร้างไม่ชัดเจน
โดยนำข้อมูลมาจากหลายแหล่งช่วยในการนำเสนอและมีลักษณะยืดหยุ่นตามความต้องการ
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision
Support System) เป็นระบบย่อยหนึ่งในระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ
โดยที่ระบบสนับสนุนการตัดสินใจจะช่วยผู้บริหารในเรื่องการตัดสินใจในเหตุการณ์หรือกิจกรรมทางธุรกิจที่ไม่มีโครงสร้างแน่นอน
หรือกึ่งโครงสร้าง
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจอาจจะใช้กับบุคคลเดียวหรือช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเป็นกลุ่ม
นอกจากนั้น ยังมีระบบสนับสนุนผู้บริหารเพื่อช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ได้เริ่มขึ้นในช่วง ปี
ค.ศ. 1970
โดยมีหลายบริษัทเริ่มที่จะพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อที่จะช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจปัญหาที่ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน
หรือกึ่งโครงสร้างโดยข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงตลอด
ซึ่งระบบสารสนเทศเดิมที่ใช้ในลักษณะระบบการประมวลผลรายการ (Transaction
processing system) ไม่สามารถกระทำได้
นอกจากนั้นยังมีวัตถุประสงค์เพื่อลดแรงงาน
ต้นทุนที่ต่ำลงและยังช่วยในเรื่องการวิเคราะห์การสร้างตัวแบบ (Model) เพื่ออธิบายปัญหาและตัดสินใจปัญหาต่างๆ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1980
ความพยายามในการใช้ระบบนี้เพื่อช่วยในการสนับสนุนการตัดสินใจได้แพร่ออกไป
ยังกลุ่มและองค์การต่างๆ
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจ คืออะไร
DSS เป็นซอฟแวร์ที่ช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการ
การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างตัวแบบที่ซับซ้อน
ภายใต้ซอฟต์แวร์เดียวกัน นอกจากนั้น DSS ยังเป็นการประสานการทำงานระหว่างบุคลากรกับเทคโนโลยีทางด้านซอฟต์แวร์
โดยเป็นการกระทำโต้ตอบกัน เพื่อแก้ปัญหาแบบไม่มีโครงสร้าง
และอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้ตั้งแต่เริ่มต้นถึงสิ้นสุดขั้นตอนหรืออาจกล่าวได้ว่า
DSS เป็นระบบที่โต้ตอบกันโดยใช้คอมพิวเตอร์
เพื่อหาคำตอบที่ง่าย สะดวก รวดเร็วจากปัญหาที่ไม่มีโครงสร้างที่แน่นอน
ดังนั้นระบบการสนับสนุนการตัดสินใจ จึงประกอบด้วยชุดเครื่องมือ ข้อมูล ตัวแบบ (Model)
และทรัพยากรอื่นๆ
ที่ผู้ใช้หรือนักวิเคราะห์นำมาใช้ในการประเมินผลและแก้ไขปัญหา ดังนั้นหลักการของ DSS
จึงเป็นการให้เครื่องมือที่จำเป็นแก่ผู้บริหาร ในการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีรูปแบบที่ซับซ้อน
แต่มีวิธีการปฏิบัติที่ยืดหยุ่น DSS จึงถูกออกแบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
ไม่เพียงแต่การตอบสนองในเรื่องความต้องการของข้อมูลเท่านั้น
องค์กรอัจฉริยะ คือ บริษัท กสท
โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน)
ธุรกิจอัจฉริยะ (Business
Intelligence : BI) เป็นระบบที่ช่วยในการวิเคราะห์และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารเพื่อนำไป
สู่ความยั่งยืนขององค์กร
ระบบนี้สามารถให้ผู้บริหารสามารถเรียกดูข้อมูลหรือสารสนเทศที่มีคุณค่าสูง
และมีประโยชน์ (Rich Data) ที่เก็บไว้ในระบบคลังข้อมูลขององค์กร
อาทิเช่น สารสนเทศด้านการขาย
สารสนเทศด้านการผลิต ตลอดจนสารสนเทศทางด้านลูกค้า
และดึงสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้บริหารต้องการ มาแสดงในรูปแบบของรายงาน
กราฟ แผนภูมิ ตาราง และภาพกราฟฟริคต่างๆ
โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านสถิติ การหาความสัมพันธ์ของข้อมูล หรือการจำลองสถานการณ์ต่างๆ
ซึ่งสามารถแสดงสารสนเทศในภาพรวม (Roll up)หรือเจาะลึก (Drill
drown) เฉพาะส่วนได้
เพื่อนำไปสู่การค้นหาสาเหตุของปัญหาได้อย่างตรงจุด ถูกประเด็น
และวางแผนอนาคตได้ถูกทาง สอดคล้องกับ KPIs ขององค์กร
CAT Telecom ได้เล็งเห็นความสำคัญของการทำธุรกิจอัจฉริยะ
ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญในปัจจุบัน และช่วยให้สินค้าและบริการของ CAT
Telecom สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้เกิดความพึงพอใจสูงสุด
จึงได้ว่าจ้าง บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล รีเสริช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (IRCP)
และ บริษัท แซส ซอฟต์แวร์ (ประเทศไทย) จำกัด (SAS) ดำเนินโครงการพัฒนาระบบคลังข้อมูล/เหมืองข้อมูล (Data
Warehouse/Data Mining) โดยได้เริ่มโครงการฯ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน
2550 ที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดให้มีศูนย์กลางในการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศ
ของ CAT Telecom ทั้งข้อมูลจากแหล่งภายในและภายนอกองค์กร สนับสนุนการทำงานทางด้านการวิเคราะห์ข้อมูล
การนำเสนอข้อมูลและการจัดทำรายงานข้อมูลสารสนเทศเพื่อใช้ในการบริหารจัดการ
และการตัดสินใจ โดยมุ่งเน้นให้ระบบมีการทำงาน/ประมวลผลแบบอัตโนมัติมากที่สุด
คลังข้อมูล คือ
หลักการหรือวิธีการในการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทั้งภายในและภายนอก องค์กร ซึ่งรวมถึงฐานข้อมูลระดับปฏิบัติการ (Operational
Databases) จากทุกระบบงานภายในองค์กรที่อาจอยู่อย่างกระจัดกระจายและมีรูปแบบหลากหลาย
โดยนำมาปรับให้เป็นฐานข้อมูลรูปแบบเดียวกัน
เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกันได้ทั้งองค์กรในการเรียกดูหรือสอบถามข้อมูลใน
รูปแบบต่าง ๆ อาทิ ตาราง รายงาน กราฟ ฯลฯ
เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
รวมทั้งยังใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับระบบสารสนเทศต่าง ๆ เช่น ระบบสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร
(Decision Support System; DSS) ระบบบริหารความสัมพันธ์ลูกค้า (Customer Relationship Management;
CRM) เป็นต้น
นอกจากนี้
ยังสามารถนำข้อมูลจากคลังข้อมูลเข้าสู่กระบวนการของการทำเหมืองข้อมูล
หรืออาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การค้นหาความรู้ในฐานข้อมูล (Knowledge
Discovery in Databases; KDD) ซึ่งก็คือเทคนิคการค้นหาและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสกัดเอาความรู้ที่ซ่อนอยู่
ในฐานข้อมูลขนาดใหญ่และซับซ้อนดังกล่าว เพื่อให้ได้รูปแบบและความสัมพันธ์ (Patterns
and Relationships) และกฎ (Rules) ที่มีความหมายใหม่
ๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ วางแผนและคาดการณ์การดำเนินงานในด้านต่าง ๆ
ซึ่งสำหรับโครงการพัฒนา ระบบคลังข้อมูล/เหมืองข้อมูลของ CAT Telecom นั้น ครอบคลุมการดำเนินงาน 4 ด้าน ดังนี้
1. การวิเคราะห์การใช้งานเครือข่าย
(Network
Usage Analysis) : วิเคราะห์การใช้งานและการใช้ -ประโยชน์เครือข่าย
คุณภาพการให้บริการและสมรรถภาพของเครือข่าย
รวมทั้งการจัดการความผิดพลาดของเครือข่ายสื่อสัญญาณ
เพื่อประโยชน์ในการวางแผนดำเนินงานภายในองค์กรตลอดจนปรับปรุงคุณภาพการให้
บริการแก่ลูกค้า
2.
การวิเคราะห์และพยากรณ์ด้านลูกค้าและการตลาด (Customer
and Marketing) : วิเคราะห์ประเมินผล
และติดตามงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารลูกค้าและการตลาด
เพื่อให้สามารถวางกลยุทธ์ในการนำเสนอสินค้า/บริการ
ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าและการให้บริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
3. การวิเคราะห์ด้านการเงิน :
วิเคราะห์ผลการดำเนินงานในลักษณะ What-if Analysis ฐานะ -การเงิน สัดส่วนและแนวโน้มของรายได้จากบริการต่าง ๆ
และค่าใช้จ่ายเผยแพร่และส่งเสริมการตลาด รวมทั้งอัตราส่วนทางการเงินที่เกี่ยวข้อง
เพื่อให้องค์กรสามารถวางกลยุทธ์และบริหารจัดการด้านการเงินได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
4.
การวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินผลองค์กร (Balanced
Scorecard) : ประเมินผลและวิเคราะห์ประสิทธิภาพขององค์กรโดยรวมตั้งแต่ระดับภาพรวมองค์กร
จนถึงระดับส่วนงาน รวมทั้งสร้างกระบวนการประเมินผลโดยเชื่อมโยงกับการกำหนดผลตอบแทน
ดัชนีชี้วัดผลการปฏิบัติงาน (Key Performance Indicator ; KPI) และระบบบริหารความเสี่ยงขององค์กร
เพื่อนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์และการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์
แหล่งที่มา:
http://www.l3nr.org/posts/481963
สรุปบทที่ 7 ระบบสารสนเทศสำหรับสนับสนุนการตัดสินใจด้านการบริหาร
สรุปบทที่ 7
ระบบสารสนเทศสำหรับสนับสนุนการตัดสินใจด้านการบริหาร
การตัดสินใจเป็นบาบาทสำคัญของผู้บริหารที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจขององค์การ
การมีสารสนเทศที่ดี และเครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูล
รวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลที่ดีนั้น จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถพิจารณาทางเลือกต่างๆ
ได้อย่างรวดเร็ว คาดการณ์และแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งในบทนี้จะกล่าวถึงระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
โดยเริ่มจากการจัดการกับการตัดสินใจ
ระดับการตัดสินใจภายในองค์การ
ประเภทของการตัดสินใจ
ส่วนประกอบคุณสมบัติของระบบ DSS เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างDSS
กับระบบสารสนเทศอื่น
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่ม(Group
Decision Support System: GDSS) ส่วนประกอบและประโยชน์ของ GDSS รวมถึงการประยุกต์ใช้ระบบ
DSS
การจัดการกับการตัดสินใจ
การจัดการ หมายถึง
การบริหารอย่างเป็นระบบ
เป็นกิจกรรมที่กลุ่มบุคคลร่วมมือกันดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้
โดยใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม และ เกิดประโยชน์สูงสุด
กระบวนการจัดการนั้น
ประกอบไปด้วย การวางแผน
การจัดองค์การ การสั่งการ การควบคุม ดังนั้นผู้บริหารจะต้องนำความรู้
ความเข้าใจด้านการบริหารมาประยุกต์ใช้ ให้เหมาะสมกับการทำงาน สถานการณ์
และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันกันสูง ผู้บริหารจะต้องเลือก
วิเคราะห์ข้อมูลให้ได้สารสนเทศที่ง่ายต่อการเข้าใจ และบริหาร ตลอดจนมองหาโอกาส
และวางกลยุทธ์ได้อย่างชาญฉลาด
รวดเร็วเหนือคู่แข่งสามารถนำพาองค์การให้เจริญก้าวหน้าได้
ระดับของการจัดการ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ
การจัดการระดับสูง (Upper
Level Management)
ผู้บริหารระดับสูงจะเป็นผู้กำหนด
วิสัยทัศน์ นโยบาย เป้าหมาย วัตถุประสงค์
รวมถึงการวางกลยุทธ์ และแผนระยะยาวขององค์การ
จึงมีความต้องการสารสนเทศจากทั้งภายในองค์การ และสิ่งแวดล้อมภายนอก
สารสนเทศภายในแสดงถึง ผลสรุปการดำเนินงานของธุรกิจในองค์การ
ส่วนสารสนเทศจากสิ่งแวดล้อมภายนอกก็จะนำมาเป็นปัจจัยร่วมในการบริหาร เช่น
อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรม หรือส่วนแบ่งทางการตลาดของคู่แข่งขัน
การจัดการระดับกลาง (Middle
Level Management)
ผู้บริหารระดับกลาง มีหน้าที่
วางแผนยุทธวิธี และประสานงานระหว่างผู้บริหารระดับสูง และผู้บริหารระดับต้น
ให้ดำเนินงานอย่างราบรื่น ปฎิบัติงานตามนโยบาย
หรือแผนงานที่ผู้บริหารระดับสูงกำหนด ข้อสรุปและสารสนเทศต่างๆ
ของการปฏิบัติงานจะถูกรวบรวมมาทำการวิเคราะห์ วางแนวทางการดำเนินงาน
และปรับปรุงเพื่อให้ทำงานบรรลุตามเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดการระดับต้น (Lower
Level Management)
ผู้บริหารระดับต้นมีหน้าที่ควบคุม
ดูแลการปฏิบัติงานประจำวัน ขั้นตอนการทำงานมีรูปแบบแน่นอน
การจัดการระดับนี้ต้องอาศัยข้อมูลจากการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดนำมาวิเคราะห์
เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ควบคุมให้สามารถดำเนินงานตามแผนระยะสั้นที่วางไว้
การตัดสินใจ (Decision
Making) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้
1. การใช้ความคิดประกอบเหตุผล = รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับปัญหา
นำข้อมูลมาวิเคราะห์ตรวจสอบ แยกแยะ กำหนดรายละเอียดของปัญหา
2.
การออกแบบ =
การพัฒนาวิเคราะห์ทางเลือกที่เป็นไปได้
อาจใช้ตัวแบบเพื่อสร้างทางเลือกในการแก้ปัญหา ออกแบบหนทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด
3.
การคัดเลือก =
เลือกแนวทางที่เหมาะสมกับปัญหาและสถานการณ์มากที่สุด
อาจใช้เครื่องมือมาช่วยวิเคราะห์ คำนวณค่าใช้จ่าย ผลตอบแทนแต่ละแนวทาง
เพื่อให้ได้ทางที่ดีที่สุด
4. การนำไปใช้ =
เป็นขั้นตอนที่นำผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ ติดตามผลการปฏิบัติ
เพื่อตรวจสอบว่าดำเนินงานมีประสิทธิภาพ หรือขัดข้องประการใด
ระดับการตัดสินใจภายในองค์การ
แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
1. การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ (Strategic
Decision Making) = เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง
ที่จะกำหนดวิสัยทัศน์ กำหนดนโยบาย วางแผนระยะยาวขององค์การให้บรรลุวัตถุประสงค์
2. การตัดสินใจเชิงยุทธวิธี (Tactical
Decision Making) = เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับกลาง
เช่น การจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นให้บรรลุวัตถุประสงค์ จัดสรรงบประมาณ กำหนดการผลิต
ยุทธวิธีทางการตลาด วางแผนงบประมาณ เป็นต้น
3.การตัดสินใจเชิงปฏิบัติการ (Operation
Decision Making) = เป็นการตัดสินใจของผู้บริหารระดับปฏิบัติการเช่น
การควบคุมสินค้าคงคลัง การตัดสินใจในกระบวนการในการสั่งซื้อ
สามารถกำหนดไว้ล่วงหน้า และตัดสินใจได้โดยอัตโนมัติ
ประเภทของการตัดสินใจ มี 3 รูปแบบ
คือ
1.การตัดสินใจแบบมีโครงสร้าง (Structured
Decision) = เป็นการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการ
เป็นตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่มีขั้นตอน กระบวนการในการแก้ปัญหาแน่ชัด
2.การตัดสินใจแบบไม่มีโครงสร้าง (Unstructured
Decision ) = เป็นการตัดสินใจระดับสูง
เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่ไม่สามารถกำหนดการตัดสินใจล่วงหน้า
3.การตัดสินใจแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi
structured Decision) = เป็นการตัดสินใจในระดับกลาง
เป็นการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาที่ระบุกระบวนการ วิธีการตัดสินใจไว้ล่วงหน้าบางส่วน
อีกส่วนต้องใช้ประสบการณ์และวิจารณญาณของผู้ตัดสินใจ
ความหมายของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
นิยามของระบบการสนับสนุนการตัดสินใจมีหลากหลายแตกต่างกันดังนี้
ลิตเทิล ให้นิยามว่า DSS
คือกลุ่มของกระบวนการที่อาศัยตัวแบบในการประมวลข้อมูลและพิจารณาเพื่อช่วยผู้บริหารในการตัดสินใจ
มัวร์ และ ชาง ให้นิยามของ DSS
ว่า
เป็นระบบที่เพิ่มความสามารถในการสนับสนุนการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเฉพาะกิจ
บอนเช็ค และ คณะ ให้นิยามของ DSS
ว่า
เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบที่มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกัน ได้3
องค์ประกอบ คือ ระบบทางภาษา ระบบความรู้ ระบบกระบวนการแก้ปัญหา
คีน
ให้นิยามของDSS
ว่า คือผลผลิตของกระบวนการพัฒนา ซึ่งผู้ใช้ ผู้สร้างระบบ
และตัวระบบเองมีความสามารถในการตอบสนอง และ มีอิทธิพลต่อกัน
ส่วนประกอบของ DSS
ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
1.
ส่วนจัดการข้อมูล
ประกอบด้วยฐานข้อมูล
ระบบจัดการข้อมูล ส่วนสอบถามข้อมูล สารบัญข้อมูล ส่วนการดึงข้อมูล
และข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งต่างๆทั้งจากภายในและภายนอกองค์การ
2.
ส่วนจัดการโมเดล
ประกอบด้วยฐานแบบจำลอง
ระบบจัดการฐานแบบจำลอง
ภาษาแบบจำลอง สารบัญแบบจำลอง
และส่วนดำเนินการแบบจำลอง
3. ส่วนจัดการโต้ตอบ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ใช้กับระบบเป็นไปด้วยความสะดวก
และง่ายต่อการใช้งาน
ผู้ใช้สามารถควบคุมข้อมูลนำเข้าและรูปแบบจำลองรวมอยู่ในการวิเคราะห์ได้
สำหรับระบบDSS
ชั้นสูงจะมีส่วนจัดการองค์ความรู้เป็นอีกส่วนประกอบหนึ่ง
ส่วนจัดการองค์ความรู้ สำหรับระบบ DSS
ขั้นสูงมีส่วนที่เรียกว่า ส่วนจัดการองค์ความรู้
เป็นส่วนที่ช่วยแก้ปัญหาที่ต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ เพื่อให้ระบบDSS
ทำงานได้ดีขึ้น
ระบบDSS
มีส่วนจัดการองค์ความรู้เป็นองค์ประกอบด้วยจะเรียกว่า
- ระบบสนับสนุนการตัดสินใจชาญฉลาด
- ระบบสนับสนุนการตัดสินใจและผู้เชี่ยวชาญอิงฐานความรู้
- ระบบสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ
- ระบบแอ็คทีฟDSS
- ระบบสนับสนุนการตัดสินใจอิงฐานความรู้
ประเภทของระบบDSS
เป็น 2 ประเภท คือ
1.ระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ใช้รูปแบบเป็นหลัก
( Model driven DSS)
เป็นระบบที่ใช้การจำลองสถานการณ์ และรูปแบบวิเคราะห์ต่างๆ
2.ระบบสนับสนุนการตัดสินใจที่ใช้ข้อมูลเป็นหลัก ( Data driven
DSS) เป็นระบบที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากแหล่งต่างๆเพื่อนำมาวิเคราะห์
ลักษณะและความสามารถของระบบสนับสนุนการตัดสินใจ
1.สนับสนุนการตัดสินใจทั้งในสถานการณ์แบบกึ่งโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง
2.สนับสนุนการทำงานของผู้บริหารหลายระดับ
3.สนับสนุนการตัดสินใจแบบเฉพาะบุคคลและแบบกลุ่มได้เนื่องจากปัญหามีความแตกต่างกัน
4.สนับสนุนการตัดสินปัญหาที่เกี่ยวพันซึ่งกัน
หรือปัญหาแบบต่อเนื่อง
5.
สนับสนุนทุกขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจ
6.สนับสนุนการตัดสินใจหลากหลายรูปแบบ
7.สามารถปรับข้อมูลเพื่อจัดการกับเงือนไขต่างๆที่เปลี่ยนแปลงได้
8.สามารถใช้งานได้ง่าย โดยระบบDSS
จะเชื่อมต่อระบบภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจ มีภาพประกอบ
9.เพิ่มประสิทธิผลในการตัดสินใจ มีความถูกต้องแม่นยำ
รวดเร็ว
10.ผู้ทำการตัดสินใจสามารถควบคุมทุกขั้นตอนในการตัดสินใจแก้ปัญหา
11.ผู้ใช้สามารถปรับปรุงระบบDSSขนาดเล็กได้ด้วยตนเอง
12.มีการใช้แบบจำลองเพื่อช่วยในการวิเคราะห์สถานการณ์ตัดสินใจ
13.สามารถเข้าถึงข้อมูลจากหลายแหล่งได้
ความแตกต่างระหว่างระบบDSS และระบบสารสนเทศอื่น
ระบบDSS
เป็นระบบที่จัดทำให้ฝ่ายบริหาร
ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิเคราะห์ขององค์การ
เพื่ออำนวยความสะดวกในการหาข้อมูลทั้งเกี่ยวข้องกับปัญหาแบบกึ่งโครงสร้าง
และไม่มีโครงสร้าง สำหรับระบบTPSมีการจัดข้อมูลสำหรับงานประจำวัน
มีกฏเกณฑ์การทำงานที่ชัดเจน สำหรับระบบMIS จะให้สารสนเทศเพื่อการควบคุม
ตรวจสอบการปฏิบัติงาน สรุปผลการดำเนินงาน
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจส่วนบุคคล
เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของแต่ละบุคคลซึ่งผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนเงื่อนไขต่างๆได้ด้วยตนเอง
ระบบสนับสนุนการตัดสินใจกลุ่ม(Group
Decision Support System; GDSS)
เป็นระบบแบบโต้ตอบที่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจร่วมกันของกลุ่มบุคคล
ระบบนี้ต้องอาศัยเทคโนโลยีด้านการสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์
ส่วนประกอบของGDSS
มีส่วนประกอบที่สำคัญ ดังนี้
1. อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกในการประชุม เช่น โต๊ะ
เครื่องเสียง อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
2.ชุดคำสั่ง แบบสอบถามอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือระดมความคิดทางอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือช่วยกำหนดนโยบาย
3.ฐานแบบจำลองของระบบ ประกอบด้วยแบบจำลองเช่นเดียวกับ ระบบDSS
ส่วนบุคคล
4.บุคลากร สมาชิกในกลุ่ม และผู้สนับสนุนด้านต่างๆ
ประโยชน์ของGDSS ช่วยส่งเสริมการทำงานเป็นกลุ่ม
ดังนี้
1.เตรียมความพร้อมในการประชุม
2.อำนวยความสะดวกด้านการสื่อสารระหว่างสมาชิกกลุ่ม
3.ส่งเสริมและสร้างบรรยากาศในการร่วมมือกันระหว่างสมาชิก
4.จัดเตรียมข้อมูลสารสนเทศให้เหมาะสม
5.จัดลำดับความสำคัญของปัญหา
6.อำนวยความสะดวกในการจัดเอกสารประกอบการประชุม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
แบบทดสอบบทที่8
แบบทดสอบบทที่8 https://forms.gle/uDriCyaBQP4fr68h8
-
แบบทดสอบบทที่4 https://forms.gle/e5NJhpBP9BfWZnXq6
-
แบบทดสอบบทที่6 https://docs.google.com/forms/d/15zmtnapZ1m3qeHV14XdtMU3N3cuishluFZV-OHjG2NY/edit